การสวดมนต์นั้นถ้าเรารู้ความหมายของบทสวดก็ยิ่งจะทำให้เรามีสมาธิและยึดมั่นในพระรัตนตรัยมากยิ่งขึ้น............หรือมีผลพลอยได้ในปัจจุบันการคือได้บุญ..จิตสงบ...ใจมีสมาธิ....อนาคตกาลคือตายไปแล้วจะไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นยามาเป็นอย่างต่ำ...นี่ว่ากันตามที่พระท่านบอกนะ..ไม่ใช่ประธานบอก..ถ้าถามว่าพระไหนบอก...ก็ตอบว่าลองไปหาอ่านเอาหนังสือหลวงปู่มั่น..หลวงพ่อฤษีอ่านกันดู..................บทสวดบางบทให้แง่คิดในการแก้ปัญหาและการดำเนินชีวิตของเราด้วย...อย่างวันนี้จะนำเสนอความหมายของบทสวดพาหุงมหากาประธานจะอธิบายทีละย่อหน้านะว่าเราได้แง่คิดในการเอาชนะมารแต่ละแบบของพระพุทธองค์อย่างไรบ้าง.......เอาแค่จบพาหุงก็พอ...ส่วนมหากาเอาไว้วันหลัง
บทที่1.....กล่าวถึงการเอาชนะพยามารที่ขี่ช้างครีเมขละมาคอยขัดขวางไม่ให้พระองค์ตรัสรู้ได้...........ทรงเอาชนะได้ด้วยธรรมะวิธีอันมีทานบารมีเป็นต้น(ทานาทิธัมมะวิธินา).............
..เกร็ดความรู้ปัจจุบันนี้พยามารก็คือ พระยามาราธิราช..เจ้าผู้ปกครองสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวะสะวัตตี..ที่ตามมาขัดขวางเพราะมีเหตุขัดเคืงกันมาตั้งแต่อดีตชาติ...ถ้าเล่าเดี๋ยวไม่จบ.
บทที่2...กล่าวถึงการที่พระองค์เอาชนะพวกอาฬวกยักษ์ซึ่งเป็นลูกน้องของพยามารได้ด้วยขันติความอดทน (ขันตีสุทันตะวิธินา)
บทที่3.......กล่าวถึงการที่พระพุทธองค์เอาชนะช้างนาฬาคิริงที่ถูกพระเทวทัตมอมเหล้าให้ตกมัน...ได้ด้วยพระเมตตา(เมตตัมพุเสกะวิธินา)
ช้างนาฬาคิริงนี้จะมาบังเกิดเป็นพระพุ?ธเจ้าองค์อนาคตองค์ที่9นับจากพระศรีฯ...พอช้างวิ่งมาพระอานนท์ก็ออกมายืนขวางกันพระพุทธองค์ไว้..แต่ทรงตรัสให้พระอานนท์หลบไป..แล้วทรงใช้พระเมตตาทำให้ช้างสงบ..พอช้างนาราคิริงมีสติก็น้ำตาไหลด้วยคิดว่านี่เราปรารถนาพุทธภูมิแต่เราดันเกือบจะทำร้ายพระพุทธองค์
บทที่4.......กล่าวถึงการที่พระองค์ทรงเอาชนะองคุลีมารได้ด้วยอิทธิฤทธิ์ทางใจ (อิทธีภิสังชะตะมะโน) คือองคุลีมารวิ่งตามเท่าใดก็ไม่ทันพระองค์สักทีทั้งๆที่ท่านก็เดินตามธรรมดา..จึงได้ตะโกนบอกให้พระองค์หยุด..พระองค์ตรัสว่าเราหยุดแล้วท่านต่างหากที่ยังไม่หยุดก่อเวรกรรม..................เรื่องขององค์คุลีมารก็มีที่มาที่ไปเหมือนกัน..คือในอดีตชาติแกเป็นควายที่มีเทพรักษาถึง8องค์.ที่พ่อควายจะฆ่าลูกที่เกิดมาเป็นควายตัวผู้ทั้งหมด.........เฮ้อถ้าเล่าก็ยาวอีก...ไว้ก่อนนะ
บทที่5.............กล่าวถึงการที่พระพุทธองค์ทรงเอาชนะนางจิญจายะกา...ได้ด้วยวิธีสงบระงับพระหฤทัยอันงดงาม (โสมมะวิธินา) .......คือเรื่องของเรื่องเนี่ยนางคนนี้แกได้รับการวานจ้างจากพระเทวทัตให้แสร้งเอาไม้ที่กลึงจนกลมแล้วมาผูกไว้ที่ท้องใส่ชุดคลุมไปยืนชี้หน้าด่าพระพุทธองค์..ขณะที่ทรงเทศน์โปรดญาติโยมอยู่..จนพระอินทร์ทนไม้ได้จึงแปลงเป็นหนูมากัดเชือกขาด..คนเห็นดังนั้นก็จะรุมประชาทันแก..พอแกวิ่งหนีมาก็โดนธรณีสูบลงไปอยู่ที่อเวจีมหานรก.........ปัจจุบันนี้ก็ยังอยู่.......นางคนนี้ในอดีตชาติแกก็คือนางอมิตดาเมียชูชก...ซึ่งชูชกมาในชาตินี้ก็คือพระเทวทัต.....อันนี้ก็มีเรื่องมีราวกันมากับพระพุทธองค์ในอดีตชาติหลายๆชาติที่ผ่านมาแกแค้น..แกเอามือกำทรายมาหนึ่งกำมือเอาอาฆาตว่าฉันจะตามจองล้างจองผลาญพระพุทธเจ้า(ตอนนั้นท่านยังไมได้เป็นพระพุทธเจ้านะ)ไปทุกชาติตราบเท่าเม็ดทรายในกำมือนี้..โอ๊ยถ้าเล่าไปก็ยาวอีก.........
บทที่6...................ทรงเอาชนะสัจจนิครน(เป็นพวกเจ้าลัทธิต่างๆในสมัยนั้น)ผู้ถือตัวว่าฉลาด......เป็นนักโต้วาทะชั้นยอด...ทรงเอาชนะได้ด้วยแสงปัญญาแห่งพุทธะ(ปัญญาปะทีปะชะลิโต)........
บทที่7..............ทรงเอาชนะพยานาคชื่อนันโทปนันทะ.ที่กำแหงมาเนรมิตกายบดบังพระอาทิตย์..ทรงให้พระโมคคัลลานะผู้เป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายเป็นพระสาวกที่เป็นหนึ่งด้านอิทธิฤทธิ์ไปปราบ..(อิทธูปะเทสะวิธินา)
บทที่8สุดท้าย...........ทรงเอาชนะท่านท้าวผกาพรหมที่สำคัญตนว่าเป็นพรหมที่ยิ่งใหญ่ไม่มีผู้ใดเกิน..มาท้าพระพุทธองค์สู้..ทรงตรัสว่าไม่จำเป็นต้องสู้หรอก..ตัดสินกันด้วยการแอบซ่อน...ใครแอบจนอีกฝ่ายหาไม่เจอก็ถือว่าชนะไป..ท่านท้าวแกแอบก่อนพระองค์ก็ทรงหาเจอ..ทีนี้พระองค์แอบมั่งท้าวแกหาไม่เจอแกยอมแพ้...ที่แกหาไม่เจอเพราะพระองค์ขึ้นไปอยู่ที่พระนิพพาน..พรหมย่อมที่จะไม่รู้......................โม้มามากแล้วพอก่อน..
บทพาหุงมะหาการุณิโก
(สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว แห่งอโยธยา มอบให้ สมเด็จพระนเรศวร)
(1) พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
(2) มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
(3) นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
(4) อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังชะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
(5) กัตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินิยา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
(6) สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
(7) นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
(8) ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
(9) เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถาโย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ
บทที่1.....กล่าวถึงการเอาชนะพยามารที่ขี่ช้างครีเมขละมาคอยขัดขวางไม่ให้พระองค์ตรัสรู้ได้...........ทรงเอาชนะได้ด้วยธรรมะวิธีอันมีทานบารมีเป็นต้น(ทานาทิธัมมะวิธินา).............
..เกร็ดความรู้ปัจจุบันนี้พยามารก็คือ พระยามาราธิราช..เจ้าผู้ปกครองสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวะสะวัตตี..ที่ตามมาขัดขวางเพราะมีเหตุขัดเคืงกันมาตั้งแต่อดีตชาติ...ถ้าเล่าเดี๋ยวไม่จบ.
บทที่2...กล่าวถึงการที่พระองค์เอาชนะพวกอาฬวกยักษ์ซึ่งเป็นลูกน้องของพยามารได้ด้วยขันติความอดทน (ขันตีสุทันตะวิธินา)
บทที่3.......กล่าวถึงการที่พระพุทธองค์เอาชนะช้างนาฬาคิริงที่ถูกพระเทวทัตมอมเหล้าให้ตกมัน...ได้ด้วยพระเมตตา(เมตตัมพุเสกะวิธินา)
ช้างนาฬาคิริงนี้จะมาบังเกิดเป็นพระพุ?ธเจ้าองค์อนาคตองค์ที่9นับจากพระศรีฯ...พอช้างวิ่งมาพระอานนท์ก็ออกมายืนขวางกันพระพุทธองค์ไว้..แต่ทรงตรัสให้พระอานนท์หลบไป..แล้วทรงใช้พระเมตตาทำให้ช้างสงบ..พอช้างนาราคิริงมีสติก็น้ำตาไหลด้วยคิดว่านี่เราปรารถนาพุทธภูมิแต่เราดันเกือบจะทำร้ายพระพุทธองค์
บทที่4.......กล่าวถึงการที่พระองค์ทรงเอาชนะองคุลีมารได้ด้วยอิทธิฤทธิ์ทางใจ (อิทธีภิสังชะตะมะโน) คือองคุลีมารวิ่งตามเท่าใดก็ไม่ทันพระองค์สักทีทั้งๆที่ท่านก็เดินตามธรรมดา..จึงได้ตะโกนบอกให้พระองค์หยุด..พระองค์ตรัสว่าเราหยุดแล้วท่านต่างหากที่ยังไม่หยุดก่อเวรกรรม..................เรื่องขององค์คุลีมารก็มีที่มาที่ไปเหมือนกัน..คือในอดีตชาติแกเป็นควายที่มีเทพรักษาถึง8องค์.ที่พ่อควายจะฆ่าลูกที่เกิดมาเป็นควายตัวผู้ทั้งหมด.........เฮ้อถ้าเล่าก็ยาวอีก...ไว้ก่อนนะ
บทที่5.............กล่าวถึงการที่พระพุทธองค์ทรงเอาชนะนางจิญจายะกา...ได้ด้วยวิธีสงบระงับพระหฤทัยอันงดงาม (โสมมะวิธินา) .......คือเรื่องของเรื่องเนี่ยนางคนนี้แกได้รับการวานจ้างจากพระเทวทัตให้แสร้งเอาไม้ที่กลึงจนกลมแล้วมาผูกไว้ที่ท้องใส่ชุดคลุมไปยืนชี้หน้าด่าพระพุทธองค์..ขณะที่ทรงเทศน์โปรดญาติโยมอยู่..จนพระอินทร์ทนไม้ได้จึงแปลงเป็นหนูมากัดเชือกขาด..คนเห็นดังนั้นก็จะรุมประชาทันแก..พอแกวิ่งหนีมาก็โดนธรณีสูบลงไปอยู่ที่อเวจีมหานรก.........ปัจจุบันนี้ก็ยังอยู่.......นางคนนี้ในอดีตชาติแกก็คือนางอมิตดาเมียชูชก...ซึ่งชูชกมาในชาตินี้ก็คือพระเทวทัต.....อันนี้ก็มีเรื่องมีราวกันมากับพระพุทธองค์ในอดีตชาติหลายๆชาติที่ผ่านมาแกแค้น..แกเอามือกำทรายมาหนึ่งกำมือเอาอาฆาตว่าฉันจะตามจองล้างจองผลาญพระพุทธเจ้า(ตอนนั้นท่านยังไมได้เป็นพระพุทธเจ้านะ)ไปทุกชาติตราบเท่าเม็ดทรายในกำมือนี้..โอ๊ยถ้าเล่าไปก็ยาวอีก.........
บทที่6...................ทรงเอาชนะสัจจนิครน(เป็นพวกเจ้าลัทธิต่างๆในสมัยนั้น)ผู้ถือตัวว่าฉลาด......เป็นนักโต้วาทะชั้นยอด...ทรงเอาชนะได้ด้วยแสงปัญญาแห่งพุทธะ(ปัญญาปะทีปะชะลิโต)........
บทที่7..............ทรงเอาชนะพยานาคชื่อนันโทปนันทะ.ที่กำแหงมาเนรมิตกายบดบังพระอาทิตย์..ทรงให้พระโมคคัลลานะผู้เป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายเป็นพระสาวกที่เป็นหนึ่งด้านอิทธิฤทธิ์ไปปราบ..(อิทธูปะเทสะวิธินา)
บทที่8สุดท้าย...........ทรงเอาชนะท่านท้าวผกาพรหมที่สำคัญตนว่าเป็นพรหมที่ยิ่งใหญ่ไม่มีผู้ใดเกิน..มาท้าพระพุทธองค์สู้..ทรงตรัสว่าไม่จำเป็นต้องสู้หรอก..ตัดสินกันด้วยการแอบซ่อน...ใครแอบจนอีกฝ่ายหาไม่เจอก็ถือว่าชนะไป..ท่านท้าวแกแอบก่อนพระองค์ก็ทรงหาเจอ..ทีนี้พระองค์แอบมั่งท้าวแกหาไม่เจอแกยอมแพ้...ที่แกหาไม่เจอเพราะพระองค์ขึ้นไปอยู่ที่พระนิพพาน..พรหมย่อมที่จะไม่รู้......................โม้มามากแล้วพอก่อน..
บทพาหุงมะหาการุณิโก
(สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว แห่งอโยธยา มอบให้ สมเด็จพระนเรศวร)
(1) พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
(2) มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
(3) นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
(4) อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังชะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
(5) กัตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินิยา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
(6) สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
(7) นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
(8) ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
(9) เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถาโย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น